จากโคอียิปต์ 41 สู่โควิด 19

วันที่ 22 มีนาคม 2020 บันทึกย่อคำเทศนา ศจ.ดร เอษรา โมทนาพระคุณ คริสตจักรที่ 4 สืบสัมพันธวงศ์ กรุงเทพ

 

ภาวะการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 กำลังส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และพันธกิจคริสตจักรเป็นอย่างมาก  จนหลายคนรู้สึกว่า “กายใกล้โควิด แต่จิตใกล้โคม่า” สภาวะนี้ทำให้คิดถึงเรื่อง ความฝันของกษัตริย์ฟาโรห์เกี่ยวกับ “โคฝูงหนึ่งซึ่งมี 7 ตัวและได้กินฝูงโคที่อ้วนพีอีก 7 ตัว จนหมด” (ปฐมกาล 41:1-32) ฟาโรห์นั้นไม่เข้าใจความหมายของความฝัน พวกโหรและนักปราชญ์ก็ไม่สามารถแปลความหมายได้ สุดท้ายโยเซฟผู้ที่ได้ถูกจับขังไว้ในคุกเพราะถูกใส่ร้าย  ได้รับการเบิกตัวออกมาเพื่อแปลความหมาย หมายความของความฝันก็คือ “จะเกิดการกันดารอาหาร7ปีหลังจาก 7 ปีแรกที่อุดมสมบูรณ์ผ่านไป” ซึ่งล้างผลาญแผ่นดินและทั่วโลก (ปฐก.41:57) เหมือนกับโควิด-19 ที่กำลังสร้างปัญหาใหญ่ไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้

            โยเซฟเป็นชายที่รู้จักพระเจ้าผู้ทรงทรงพระชนม์อยู่ท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้น ในฐานะที่เราเป็นประชากรของพระเจ้า เราควรจะมีท่าทีอย่างไรดีกับเหตุการณ์ที่เรากำลังประสบอยู่ในขณะนี้ โยเซฟแสดงให้เห็นท่าที 3 ประการด้วยกัน

ท่าทีประการที่ 1.  โยเซฟตระหนักอย่างลึกซึ้งว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า  สิ่งนี้อยู่ภายใต้อำนาจของพระองค์ ไม่ใช่เหตุบังเอิญ เพราะโยเซฟเชื่อวางใจในพระเจ้า ท่านจึงมีความสงบในใจ (ปฐก 41:16,25,28,32) ถ้าถามว่าโควิด-19 เกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่มีใครรู้คำตอบที่แน่นอน แต่พระคัมภีร์สอนว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดสามารถเกิดขึ้นได้นอกจากพระเจ้าจะทรงอนุญาต และเมื่อพระองค์ทรงอนุญาตให้เกิดขึ้นสิ่งนั้นจะกลายเป็นองค์ประกอบที่ทำให้แผนการของพระองค์สำเร็จ และจะเป็นประโยชน์ต่อบรรดาธรรมิกชน

ครั้งหนึ่งราวี แศกคารีอัสได้เล่าอุทาหรณ์เรื่องหนึ่งว่า ม้าตัวเดียวของคนเลี้ยงม้าคนหนึ่งได้หนีเข้าป่าไป เพื่อนบ้านบอกเขาว่า “โชคร้ายจริง ๆเลยม้าตัวเดียวที่เธอมีหนีเข้าป่าไป” คนเลี้ยงม้าคนนั้นบอกว่า “ไม่รู้สิ” เวลาผ่านไปไม่กี่วัน ม้าตัวนั้นกลับมาหาเจ้าของและพาม้าป่ากลับมาอีก 20 ตัว  วันหนึ่งหลังจากนั้นลูกชายที่ร่างกายกำยำสูงใหญ่นั้นถูกม้าเตะจนขาหัก เพื่อนบ้านบอกว่า “โชคร้ายจังเลยที่ถูกม้าป่าที่กลับมาเตะจนขาหัก” คนเลี้ยงม้าคนนั้นบอกว่า “ไม่รู้สิ” ไม่นานหลังจากนั้น มีอันธพาลกลุ่มหนึ่งเข้ามาในหมู่บ้านและต้องการจับชายหนุ่มร่างกายกำยำสูงใหญ่ให้มาเข้าร่วมกลุ่ม ขณะกำลังจะเอาลูกชายคนเลี้ยงม้าไป หัวหน้าอันธพาลพบว่าขาของเขาหักจึงได้ข้ามเขาไป

ถ้าเราดูเหตุการณ์ในแต่ละเรื่องที่เกิด เหตุการณ์บางอย่างอาจจะดูเป็นเรื่องร้าย แต่ถ้าเราถอยออกมาดูภาพใหญ่  Perspective หรือ มุมมองของความเชื่อมโยงต่าง ๆมักจะเปลี่ยนไป เมื่อส่วนประกอบของตัวต่อจิ๊กซอว์ถูกรวมเข้ามา เราจะเห็นภาพใหญ่ที่แตกต่างกัน สิ่งที่ดูร้ายในตอนแรกอาจจะกลับกลายเป็นพรที่ซ่อนอยู่  ถ้าเราไม่ตระหนักว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะรุนแรงมากเพียงใดก็ตามต่างก็อยู่ภายใต้อธิปไตยอำนาจของพระเจ้า  เราก็จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อปกป้องตัวเรา โดยไม่คำนึงถึงคนอื่น ๆที่อาจจะมีความจำเป็นมากยิ่งกว่าตัวเราอีก โควิด 19 ก็สามารถทำให้อารมณ์ของเรากลายเป็นโคถึกไปได้

พระคัมภีร์สอนเราว่า  สิ่งที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้ผ่านเข้ามาในเส้นทางชีวิตของเรานั้นในท้ายที่สุดจะกลับกลายเป็นประโยชน์สำหรับเราที่เป็นประชากรของพระองค์  โรม 8:28ให้ความมั่นใจแก่เราว่า “และเรารู้ว่าในทุก ๆ สิ่งพระเจ้าทรงทำให้เกิดผลดีแก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์  คือผู้ที่ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์”(อมตธรรมฯ)  ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นในที่สุดพระเจ้าจะทรงประสานให้เกิดผลดีกับประชากรของพระองค์   ความเชื่อวางใจในพระเจ้าสามารถทำให้เรามีจิตใจที่สงบ และ ใจที่สงบทำให้เราคิดอ่านสิ่งต่าง ๆได้อย่างชัดเจนขึ้น ไม่ตกใจกลัวจนขวัญหนีดีผ่อ ในระหว่างนี้ขณะเราอยู่ในภาวะที่ต้องกักตัวอยู่กับบ้าน พี่น้องก็อาจจะเปิดคลิปคำเทศนา ฟังเพลงนมัสการและไตร่ตรองเนื้อหาความหมายลึกซึ้งมากขึ้น  ขณะที่ล้างมือ 20 วินาที เราน่าจะอธิษฐานตามแบบที่พระเยซูทรงสอน (มัทธิว 6:9-13) แทนการร้องเพลง Happy Birthday เหมือนที่มีคนเคยสอนเรา

ท่าที่ประการที่ 2 โยเซฟรับมือกับปัญหาวิกฤตนี้ด้วยสติปัญญาและความรอบคอบ (ปฐก. 41:33-49,53-57) โยเซฟไม่เพียงแต่มีความเชื่อ แปลความฝันได้ แต่รับมือด้วยสติปัญญาและความรอบครอบ ในขณะที่โยเซฟ(ไม่ใช่ชาวอียิปต์)แต่ถูกคุมขังอยู่ภายในคุกหลวง(สำหรับข้าราชการในวัง)เป็นเวลาหลายปี โยเซฟจะพูดคุยอะไรกับข้าราชการที่ต้องขังเหล่านี้? ส่วนหนึ่งคงจะเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินในประเทศอียิปต์ คล้ายกับการได้ไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัย สะสมความรู้ต่าง ๆ กลับกลายเป็นประโยชน์ต่อมาเมื่อโยเซฟได้เป็นผู้บริหารแผ่นดินอียิปต์  

สิ่งที่เราสามารถทำได้ เราควรทำ แต่สิ่งที่มากไปกว่านั้นเราฝากไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ตั้งตนอยู่ในความประมาท การทึกทักเอาเองว่าเพราะเราเป็นคริสเตียน เราจะปลอดภัยโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่ความเชื่อ แต่เป็นความเขลา  มีคนเคยถามว่า “คริสเตียนกินปลาดิบจะเป็นไรไหม” ผมตอบว่า “การกินปลาดิบไม่ทำให้คุณสูญเสียความรอด แต่การกินปลาดิบอาจจะทำให้คุณไปเฝ้าพระเยซูเร็วกว่าที่คุณคาดไว้ก็ได้!”  การฝืนขับรถต่อไปในขณะที่ล้อรถแกว่ง ไม่ได้บ่งบอกถึงความเชื่อของเขา แต่บ่งบอกถึงความโง่เขลาของคนนั้น(สภษ. 28:26)  ในวิกฤตการณ์นี้ เราสามารถรับมือด้วยสติปัญญาและความรอบคอบ ไม่ตั้งตนในความประมาท ทำในสิ่งที่ควรทำ เช่น การใส่หน้ากาก การทานอาหารจานเดี่ยว การรักษาระยะห่างทางสังคม การรักษาสุขภาพ และการกักตัวอยู่ในบ้าน

ท่าทีประการที่ 3 โยเซฟคำนึงถึงประโยชน์สุขของคนอื่น (ปฐก. 41:35-36, 53-57, 45:4-8; 50:20) สิ่งที่โยเซฟทำไม่เพียงเป็นประโยชน์แก่ตัวท่านหรืออียิปต์เท่านั้น แต่ท้ายที่สุดเป็นประโยชน์กับคนทั้งโลกด้วย ดังที่ท่านกล่าวแก่พี่ ๆของท่านว่า “แต่เดี๋ยวนี้อย่าเสียใจไปเลย อย่าโกรธตัวเองที่ขายฉันมาที่นี่ เพราะว่าพระเจ้าทรงใช้ฉันให้มาก่อนหน้าพวกพี่ เพื่อจะได้ช่วยชีวิต”(ปฐก. 45:5) และ “พวกท่านคิดร้ายต่อเราก็จริง แต่ฝ่ายพระเจ้าทรงดำริให้เกิดผลดีดังที่เป็นอยู่วันนี้ คือช่วยชีวิตคนเป็นอันมาก” (ปฐก. 50:20) ในช่วงวิกฤตที่เราประสบอยู่นี้ อย่ามัวแต่หมกหมุ่นอยู่กับความต้องการของเรา ให้เรานึกถึงคนอื่นที่ควรได้รับความช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อ่อนแอกว่าและมีความเสี่ยงมากกว่าเรา เช่นผู้สูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัวรุมเร้า และบุคลากรทางการแพทย์

ขอเชิญชวนให้เรา “รวมตัวอธิษฐาน COVID 19.00” ทุกวันไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ที่บ้าน ที่รถ เราแต่ละคนสามารถร่วมใจอธิษฐานเผื่อประเทศไทยในเวลา 19.00 น. เราจะผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน แต่ไม่ใช่ด้วยความสามารถของเราเอง แต่โดยมีพระเยซูคริสต์เป็นจอมทัพนำหน้าเรา เราอาจจะถูก quarantine แต่ไม่มีใครสามารถ quarantine พระเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของเราในความยากลำบากได้

 

Spread the love
Top