ชื่นชมและเป็นกำลัง​ใจ​

🔻จากเด็กชายเมืองย่าโม (จ.นครราชสีมา) ที่มีพ่อพิการเนื่องจากประสบอุบัติเหตุจนเสียขาทั้งสองข้าง มีแม่ที่เป็นโรคหัวใจ และเสียชีวิตไปก่อนที่จะเห็นลูก ๆ เติบใหญ่จนได้รับ
การยอมรับในสังคม
.
แต่ด้วยพลังแห่ง “ความรัก” ในครอบครัว ทำให้เด็กชายคนนี้เติบโตมาเป็นบุคคลที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ มากล้นความสามารถ และได้รับการยอมรับจากสังคมอยู่ในขณะนี้
.
🔻เขาคนนั้นคือ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน “จิตแพทย์” และ “พิธีกรรายการสุขภาพ” ชื่อดัง ล่าสุดเขายังมีตำแหน่งทางราชการเป็นถึง “โฆษกกระทรวงสาธารณสุข”
.
กว่าที่ นพ.ทวีศิลป์จะผ่านมาถึงจุดนี้…ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาต้อง “ฝ่าฟัน” กับความยากลำบากนานัปปการมาอย่างหนัก เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เขาปรารถนา
.
นพ.ทวีศิลป์จึงมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตที่ได้มา ไม่ใช่เพียงเพราะว่า “โชคช่วย” แต่ได้มาจากการ”ต่อสู้” “มานะ”และ “พยายาม”
.
🔻นพ.ทวีศิลป์เล่าความทรงจำในวัยเด็กที่หล่อหลอมตัวเขาให้เติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้
.
“ช่วงชีวิตวัยเด็กมีความสุขปนทุกข์อยู่ตลอดเวลา และคงไม่มีช่วงชีวิตตอนไหนจะแย่ไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะต้องตื่นแต่เช้ามาเลี้ยงหมู พับถุงขาย และทำทุกอย่างที่สุจริต เพื่อให้ได้เงินมาซื้อข้าวกินและเรียนหนังสือ
.
บางวันจนถึงขนาดที่ว่า…พรุ่งนี้ยังไม่รู้จะเอาอะไรมากิน แต่ทุกคนในครอบครัวช่วยกันถีบตัวผ่านจุดนั้นมาได้
.
“ความทุกข์” ช่วงนั้นมันช่างมหาศาล เพราะครอบครัวเรา พ่อ แม่ และพี่น้อง รวมทั้งหมด 7 คน บางวันไม่มีแม้เงินจะซื้อข้าวสารมากรอกหม้อ ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านไม่มีอะไรเลย
.
🔻แต่ก็ยังมีโจรมาปล้นบ้านได้ ผมยังจำได้ถึงวันที่มีขโมยปล้นบ้าน เขาจับพ่อผมมัดไว้ แถมยังขู่จะฆ่าอีก ทั้งที่ได้ทรัพย์สินไปไม่กี่ชิ้น และเงินที่ได้ไปก็แค่ไม่กี่บาท คงไม่มีอะไรจะเลวร้าย
ไปกว่านี้อีกแล้ว”
.
นพ.ทวีศิลป์ย้อนอดีตอันแสนเจ็บปวด แต่ใช่ว่า “ความจน”หรือ “เหตุการณ์” ในวัยเด็กจะทำให้คนอย่าง นพ.ทวีศิลป์ รู้สึกว่าต้องทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส
.
“ความจนไม่ได้ทำให้ผมเป็นทุกข์ เพราะผมมีครอบครัวที่อบอุ่น แต่ผมกลับคิดได้ว่า “ประสบการณ์” จาก “ความจน” ในอดีต ที่ทำให้ผมมีโอกาสได้ “คัดแยก” กองขยะ ที่บรรดาญาติๆ ซึ่งทำโรงงานเฟอร์นิเจอร์ขนเอามาให้เป็นเชื้อเพลิงต้มข้าวให้หมูกิน ทำให้ผมกลายเป็นคนที่ “ละเอียดอ่อน” “ใจเย็น” และ “ประหยัด”
.
🔻การที่ผมต้องช่วยคนในครอบครัวรื้อกองขยะ เพื่อเอาไม้แผ่นใหญ่มาทำเป็นพื้นกระดานและฝาบ้าน เอาไม้แผ่นเล็กไปทำบ้านนกกระจอกเอาเศษไม้และขี้เลื่อยไปทำฟืน ส่วนตะปูที่ปนมาก็คัดแยกเอาไว้ใช้”
.
การ “คุ้ยเขี่ย” ทำให้ นพ.ทวีศิลป์รู้จักคำว่า “คุณค่า” ไม่ว่าสิ่งนั้นๆ จะเป็นอะไรก็ตาม
.
“ผมโชคดีที่เคยเกิดมาเป็นคนจน ความ “ไม่มี” ในครั้งนั้นจึงสอนให้ผมมองว่า ทุกข์-สุข ที่มีอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพียงเศษเสี้ยวนิดเดียว…
.
เพราะที่พ่อแม่ของเราเคยเจอ มันหนักหนาสาหัสกว่ามาก พ่อแม่ของผมต้องปากกัดตีนถีบ เพื่อส่งลูก ๕ คนเรียนจนจบขั้นต่ำปริญญาโททุกคน
.
พี่ชายคนโตของผมจบปริญญาโทด้านการบริหารส่วนน้องคนสุดท้องจบปริญญาโทด้านสถิติ
อีก 3 คนที่เหลือก็เป็นหมอ
.
ซึ่งทั้งหมดเกิดจากที่เราทุกคน
มองเห็น “คุณค่า” ที่พ่อสอนไว้ ทำให้เราไม่กล้าเกเร แต่ต้องใฝ่ดี เพื่อไม่ให้พ่อแม่ผิดหวัง”
.
🔻ความสุขในวัยเด็กของ นพ.ทวีศิลป์ไม่ได้อยู่ที่ “เงินทอง”
แต่อยู่ที่ “ครอบครัว” พ่อแม่พี่น้องล้อมวงกินข้าว ทำกิจกรรมร่วมกัน จึงทำให้วันนี้ นพ.ทวีศิลป์ให้ความสำคัญกับ “ครอบครัวและลูก” เป็นอันดับแรก
.
“ผมลงทุนปิดคลีนิคย่านวงเวียนใหญ่ เพื่อทุ่มเทเวลาหลังเลิกงานให้กับลูกทั้ง 2 คน “พลังของครอบครัว” ไม่มีอะไรที่จะสามารถทดแทนได้
.
ผมเคยคิดน้อยใจว่า…ทำไมพ่อเราไม่เป็นข้าราชการ ไม่ใช่เสนาบดี ไม่ใช่เศรษฐี ไม่มีฐานะเหมือนเพื่อนๆ ที่มีคนขับรถมาส่งที่โรงเรียน
.
แต่มันก็เป็นความรู้สึกของเด็ก ๆ ที่แวบๆ เข้ามาเท่านั้น มาถึงวันนี้…
ผมดีใจที่ครอบครัวเป็นอย่างนี้ เพราะมันทำให้พี่น้องเรารักกัน ทำให้เรารักพ่อรักแม่ และเป็นพลังที่เปลี่ยนชีวิตของเราได้”
.
🔻เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน นพ.ทวีศิลป์ยึดคติ
“ทำงานให้สนุกไปกับงานจะทำอะไร ใจ สมอง ต้องอยู่กับงานที่ทำ” ด้วยแนวคิดดังกล่าว ทำให้ นพ.ทวีศิลป์สามารถแบ่งสมดุลในชีวิตการทำงานและครอบครัวได้เป็นอย่างดี ยิ่งเมื่อทำแล้วเห็นผลงานที่ทำ ความสุขจึงไม่ได้อยู่ที่มองว่า “ตัวเอง” ได้ประโยชน์อะไร แต่อยู่ที่ได้ทราบว่า “ผู้อื่น” ได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหนจากงานที่เราทำ
.
นอกจากนี้ การเป็น “จิตแพทย์” ทำให้ นพ.ทวีศิลป์ได้รับรู้ทุกข์ของผู้อื่น และเอาประสบการณ์ของผู้ที่มาปรึกษาเป็น “ครู” เอาชีวิตของผู้ป่วยและผู้ที่มาปรึกษาปัญหาความทุกข์ อึดอัดคับข้องใจ มาเป็น “บทเรียน” และ “แก้ไข” ตนเอง
.
“ผมเอาคนไข้มาเป็นครูสอนใจเรา บางคนที่มาปรึกษารวยเป็นพันล้านบาท แต่เงินก็ไม่สามารถซื้อความสุขได้ จะมีเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน ก็ไม่ใช่หลักประกันว่าจะมีความสุข แต่ความสุขอยู่ที่การอยู่กับครอบครัว ซึ่งทำให้ผมไม่
เคยรู้สึกว่าเป็นทุกข์เลยที่เกิดมาจน”
.
ด้วยประสบการณ์ ทำให้ นพ.ทวีศิลป์เข้าใจว่า ความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา หากไม่ทุกข์ก็ถือว่าเป็นความสุข และชีวิตที่มีทุกข์น้อย แต่มีความสุขเยอะ นั่นคือความสุข
.
“คนที่มีความทุกข์หลายคนมองแต่ข้อเสียของความทุกข์
แล้วขยายความทุกข์ออกไปจนคับหัว ทำให้มองความสุขจากความทุกข์ไม่เห็น ถ้าเรามีความทุกข์ ก็อย่าไปมองแค่ความทุกข์เลย แต่ให้บีบความทุกข์ให้เล็กลงๆ เรื่อยๆ แล้ว
ความสุขจะมากขึ้นเอง”
.
💖จะ “สุข” จะ “ทุกข์” อยู่ที่ “ใจ”
และ “มุมมอง” ของเรา!
แล้วท่านล่ะจะเลือกอย่างไหน?
.
ข่าวจาก น.ส.พ.มติชน วันเสาร์
ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10542

 

พระรพสำหรับคนที่รู้จักทำ

Spread the love
Top